*** ทุกความคิดเห็นและความเข้าใจในบทความนี้เป็น คคห. และ คขจ. ส่วนตัวของผู้เขียนคนเดียวโดยแท้ ไม่เกี่ยวกับใคร (และใครก็อย่ามาเกี่ยว) และไม่ขอรับผิดรับชอบใด ๆ ถ้าจะมีใครเอาไปอ้างอิง...
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสไปงานเปิดตัว ...
บรรยากาศ & สถานที่ค่อนข้างแปลก ๆ เพราะเป็นงาน outdoor
รู้และเข้าใจเจตนาของทาง canon ที่ต้องการจัดงาน outdoor แต่ !! ดูแล้วหลาย ๆ อย่างไม่เอื้อยอำนวยเท่าไหร่นัก
อากาศที่ค่อนข้างร้อน, เสียงรบกวนจากภายนอก และที่สำคัญคือเรื่องของแสง แสงจากภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้
การ present ออกมาไม่ดีนัก ยิ่งบวกกับเครื่องฉายภาพดันเสียอีก !!! ทำให้ต้องใช้เครื่องสำรองที่เล็กกว่า กำลังไฟก็เลยเล็กตามตัว
ทำให้ผู้เข้างานแทบจะมองอะไรไม่เห็นเลย ตรงนี้น่าเสียดายมาก ๆ
เอาหละ...จะวิจารณ์การจัดงานไปทำไมเนี่ย ??? 
มีโอกาสได้ใช้งานจริงกับกล้องตัวนี้ มีเรื่องหน้าแตก #@$%">#&%^$%*^@ เกิดขึ้นกับตัวเองจะเล่าให้ฟัง (แฮม....ก็คนมันบ้านนอกหนะ ไอ้กล้อง series ใหญ่ขนาดนี้ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนหนะ :-) )
- ใส่ CF ตรงไหนว่า ? กะจะเอารูปจาก MarkIII มาอวดกัน แต่เอ...ปกติมันจะอยู่ด้านข้างกล้องหนิ !! ลาวจริง ๆ เลยเรา หาไม่เจอ ทำไงดี ? แก้เขินด้วยการกด shutter เลยละกัน
- ต๊กใจ !!! กด shutter ไปทีเดียวทำไมมันลั่นซะ ปั๊ป ๆ ๆๆๆๆ เอานิ้วออกแทบไม่ทัน
โธ๋ ๆๆๆๆๆ ก็มันถูกตั้งให้เป็น continue mode หนิ 10 รูปต่อวินาทีเชียวนะ
- เอาใหม่... อยากคราวนี้ลองปรับ mode ซะหน่อย มันอยู่ตรงไหนอีกเนี่ย !! อะ..ชั่งมัน ปรับรูรับแสง, ปรับ speed ดีกว่า
อยากจะมุดลงดิน, ไม่เอาแล้ว ปรับอะไรไม่เป็นเลย... ช่างมัน คนก่อนปรับอะไร ตรูก็ใช้เดิมเลยนะกัน...ฮาาาาาาาาาาา
- เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกล้องระดับนี้
- จากประสบการณ์แค่ 5 นาทีแรกกับกล้องตัวนี้ ทำให้นึกถึงสัจธรรม "มันดีมาก ๆ ดีทุกอย่าง" แต่ "ตรู...ใช้ไม่เป็น"
หมดเวลา... ไปนั่งดีกว่า เขาจะเริ่มเปิดงานแล้ว (เดี๋ยวเจอกันใหม่เจ้า MarkIII)
ก็เหมือนกับงานเปิดตัวสินค้าทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะเน้นตัวสินค้าว่าดีอย่างไร คุณจะได้อะไรจากสินค้า bra bra bra
สำหรับกล้องตัวนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องความเร็ว (เร็วโครต ๆ , มันจะเร็วไปถึงไหน เร็วไม่เกรงใจใคร) เป็นกล้องสำหรับมืออาชีพ (แต่ไม่เหมาะกับอาชีพของผม)
และ feature ใหม่ ๆ เช่น Live-view และการเชื่อต่อกับอุปกรณ์ที่ออกใหม่(มาพร้อม ๆ กัน) เช่น 16-35 II, 580II
และโดยเฉพาะกับเจ้า WFT-E2 (Wireless File Transmitter) อันนี้ชอบเป็นการส่วนตัว
เพราะสามารถเชื่อต่อกับ computer โอนย้ายส่วยสะโพก file จากกล้องได้โดยตรง
โดยมี protocal ให้เลือก 2 แบบ 1.PTP/IP (อันนี้จะคล้าย ๆ กับ FTP, คนที่จะใช้ต้องมีความรู้เรื่อง computer บ้างนิดหน่อย)
2. HTTP (อันนี้คงจะคุ้นเคยกันดี ก็คือการ connect ผ่าน Browser นั่นเอง, จะใช้งานง่ายกว่าแบบแรก)
แบบแรกเป็น protocal ที่ใช้กันมานานแล้ว แบบที่ 2 นี่เพิ่งจะเคยเห็น :-)
และที่สำคัญเจ้า WFT-E2 ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เด็ด ๆ อีก 2 ตัวก็คือ
- External Storage ผ่าน USB port ซึ่งหมายความว่าเราสามารถหนีข้อจำกัดของความจุของ CF (หรือ SD ไปได้เลย)
แต่ !!! เรื่องความเร็วของการ transfer ...ตัวเลขนี้ canon ไม่ได้บอกมา และการใช้งานอาจจะเกะกะไปบ้างในการต่อพ่วง
- เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ GPS (...แหม อันนี้เห็น nikon เขาทำมาตั้งนานแย้วววววว... ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นรุ่น D200 มั๊ง)

feature อีกอันนึง ไม่เห็นมีใครพูดถึงเลย (แม้นกระทั่งในงาน) แต่เห็นใน brochure และ spec ใน web มาตลอด
คือการบันทึกเสียง อันนี้อย่าเข้าใจผิดนะ มันไม่ใช่การบันทึกภาพเคลื่อนไหวและมีเสียง เพราะกล้องระดับนี้ไม่ได้เอาคุณสมบัติการบันทึกภาพเคลื่อนไหวเข้ามา
แต่เป็นการบันทึกเสียงธรรมดา ๆ เช่น ถ่ายภาพเสร็จแล้ว อาจจะบันทึกว่าภาพนี้มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ถ่ายที่ไหน หรือถ่ายกับใครอะไรประมาณนี้
พอนึกไปนึกมา feature นี้ไม่ได้เป็น feature ใหม่อะไรเลย เพราะว่าเคยใช้กับกล้อง Kodak Compact เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว !!!
ตอน Live-demo ได้เอา MarkIII เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด มาโชว์ตัวกัน
- EF 16-35 F2.8 L II USM
- Speedlite 580 EX II และ
- WFT-E2
ดูแล้วหล่อ บึกบีน เท่ห์ โอว.... บาดตาบาดใจเหลือออออเกิน

เสร็จการ present ช่วงแรก... กลับไปหาเจ้า MarkIII กันต่อ
ทีนี้อยากลอง Live-view ดูสิมันทำงานยังไง ?
ลาว....อีกแล้ว มันปรับตรงไหนหว่า (ก็ตอน present เขาไม่ได้บอกนิ)
ยืนบื่ออยู่เกือบ 10 วินาที ลองเข้าไปใน menu สิ
เจอแล้ว !!! พอ set เสร็จ แล้วไงหนะ...กดนู่น กดนี่ wow wow wow มันทำงานแล้ว
แต่ !!! อืม... ไม่ค่อยประทับใจเลยแฮะ
มันก็แสดงภาพที่ LCD ได้หละนะ ไม่รายละเอียดอื่น ๆ ไม่เห็นแสดงเลย (หรือว่าเราไม่รู้ว่ามันแสดงได้...)
คราวนี้ใส่ CF เป็นแล้ว (หลังจากลักจำคนอื่นเขามา) เก็บได้ 2-3 ภาพ
พอดีกว่า...เป็นจะแสดงความเซี่ยวไปมากกว่านี้ hahahaaaaaaaaa.....
ไอ้เร็วมันก็เร็วนะ แต่ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพแบบบ้าน ๆ แบบผมเลย
เหมือนว่าคุณมีรถที่สามารถทำความเร็วได้ 280 Km/Hr
แต่คุณเอามาขับในกรุงเทพ เชื่อแน่ว่าคุณไม่มีทางขับได้เกิด 120 Km/Hr
ต่อให้เอาไปขับ ตจว. ก็ไม่มีทางเกิน 200 (หรือว่าเกินได้หว่า ???)
มันเหมาะเอาไปขับในสนามแข่งมากกว่า ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่สนาม
เหมือนกล้องนี่หละ แน่นอนเราอาจจะบอกว่าสักวันเอาอาจจะได้ใช้คุณสมบัติความเร็วขนาดนี้ของมัน
แต่เชื่อแน่ว่าชั่วชีวิตนี้คุณอาจจะไม่เคยใช้ความเร็วขนาดนี้เลยก็ได้ (เพราะหาสนามแข่งไม่ได้...)
แต่ feature อื่น ๆ (หาอ่านที่อื่นกันเองนะ) ก็ถือได้ว่าได้พัฒนาดีขึ้นอย่างน่าประทับจิตประทับใจ
- เรื่องของ Noise (อันนี้ต้องยกให้ canon เขาหละ, เคยเห็นภาพจริงที่ ISO1600 ต้องอุทาน อื้มหืมมมม ทำไปด้าย)
- เรื่องของการวัดแสง
- เรื่องของอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ
- sRAW... นั่นแน่คืออะไร ? มันคือ Small RAW - ปกติทั่ว ๆ ไป RAW file ที่มากับกล้องจะมีแค่ size เดี่ยวที่ Large ที่ MarkIII มีให้กับทุกขนาด file และสามารถ set ให้เป็น sRAW ได้ (RAW ปกติที่ 13 MB, sRAW ที่ 7.6 MB)
- body อันแข็งแกร่งตามแบบฉบับของ series 1D
- กัน(ละออง)น้ำ กันฝุ่น (ก็ตามแบบฉบับของ series 1D อีกเช่นกัน) รวมถึงตัว 580 EX II และ WFT-E2 ด้วย
ดีไปหมดซะหละ...ก็ของเขาดีจริง ๆ
เบื่อละ...พอดีกว่า ไม่รู้จะเล่าอะไรแล้ว
จบ
บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็นกล้องไกลเกินฝัน
แต่สำหรับผมอาจจะบอกว่ามันเป็นกล้องไกลเกินความจำเป็น (แต่ถ้าได้มาฟรี ๆ ก็เอา hahhaaaaaa.... บ้าไปแล้วเรา)
ภาพบรรยากาศในงาน (ด้วย 350D สุดที่รักของผม)